ชนชาติ อาชีพ และแหล่งที่มาของแรงงานข้ามชาติ
แรงงานข้ามชาติและความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอช ไอ วี/เอดส์
ข้อจำกัดการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ
แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
ประเทศไทยรับแรงงานข้ามชาติจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก
ตัวเลขอย่างเป็นทางการจากการขอขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในปี พ.ศ. 2547 ระบุจำนวนทั้งสิ้น
1,284,920 คน ซึ่งรวมทั้งแรงงานและสมาชิกในครอบครัว
แต่รัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนคาดว่าจำนวนแรงงานข้ามชาติที่แท้จริงอาจมีมากกว่า 2 ล้านคน
โดยเป็นแรงงานที่ได้รับบัตรอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องเพียง 814,247 คน
จำนวนมากยังไม่ได้รับบัตรอนุญาตทำงาน
และบางส่วนเป็นแรงงานข้ามชาติใหม่ที่ข้ามชายแดนไปกลับรายวัน
แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาว
โดยประกอบอาชีพรับจ้างที่มีค่าแรงต่ำและมีลักษณะงานที่คนไทยไม่นิยมเนื่องจากมองว่าเป็นงานที่สกปรก
อันตรายและไม่สมศักดิ์ศรี โอกาสงานที่จำกัดและอัตราความยากจนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้แรงงานหนุ่มสาวเดินทางข้ามประเทศมายังประเทศไทยเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวและสร้างอนาคต
ในขณะเดียวกันการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะในสายที่แรงงานไทยไม่นิยมเป็นปัจจัยดึงดูดให้แรงงานข้ามชาติมุ่งมาแสวงหาโอกาสในประเทศไทยเช่นกัน
ถึงแม้จะเป็นลักษณะงานที่ดูต้อยต่ำรายได้น้อยในสายตาแรงงานไทย
แรงงานข้ามชาติกลับมองเป็นโอกาสเนื่องจากค่าจ้างที่ได้รับยังสูงมากกว่าห้าเท่าของค่าจ้างในประเทศตน [พ.ศ. 2546 รายได้รวมประชาชาติต่อหัวในประเทศเพื่อนบ้านเป็นดังนี้ ประเทศกัมพูชา 310 เหรียญสหรัฐ ลาว 320 เหรียญสหรัฐ พม่า 220 เหรียญสหรัฐ ไทย 2,190 เหรียญสหรัฐ
และผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ 91 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย พม่า
กัมพูชาและลาวรวมกัน (เอสแคป, 2546)] นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับความยากลำบากของความยากจนที่ต้องเผชิญในบ้านเกิด
ทางเลือกและโอกาสงานที่มีจำกัด
แรงงานข้ามชาติจึงมีความอดทนสูงต่อสภาพความเป็นอยู่และการทำงานที่ลำบากในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม
ความอดทนดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะแรงงานเหล่านี้ขาดความรู้ความเข้าใจในการปกป้องสิทธิของตนเอง
ความคิดในการโยกย้ายถิ่นฐานเริ่มขึ้นที่ชุมชนต้นทางหรือบ้านเกิดของแรงงาน
แรงงานข้ามชาติที่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดหรือส่งข้าวของแสดงความมั่งมี เช่น
การสร้างบ้านใหม่ การมีโทรทัศน์ รถจักรยานยนต์
ได้จุดประกายให้หนุ่มสาวที่อยู่ในชุมชนเห็นว่าการขายแรงงานในต่างประเทศเป็นกลไกช่วยเขยิบฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้
จึงเกิดการชักชวนและอพยพตามมาอย่างต่อเนื่อง
มีรายงานพบว่าแรงงานข้ามชาติบางส่วนกลายเป็นผู้แทนจัดหาแรงงานและช่วยเหลือให้แรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทย
บางส่วนอยู่ในเครือข่ายลักลอบพาคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่คาดว่าตำรวจไทยมีส่วนร่วมอยู่ด้วย
ชนชาติ
การประกอบอาชีพ และแหล่งที่มาของแรงงานข้ามชาติ
แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา แรงงานข้ามชาติจากลาว แรงงานข้ามชาติจากพม่า
แรงงานข้ามชาติที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านสามประเทศ
ได้แก่ พม่า ลาว
และกัมพูชาเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
เป็นที่น่าสังเกตว่าแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า
ผลจากการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามของรัฐบาลไทยในเดือนกรกฎาคม
พ.ศ. 2547 พบว่ามี แรงงานและผู้ติดตามขอขึ้นทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น 1,284,920 คน ราวร้อยละ 72 (921,392 คน) มาจากประเทศพม่า
ขณะที่แรงงานข้ามชาติจากประเทศกัมพูชามีประมาณร้อยละ 14 (183,541
คน) และแรงงานข้ามชาติจากประเทศลาวมีต่ำกว่าร้อยละ 14 เล็กน้อย (179,887 คน) (ดูแผนภูมิ
1) สัญชาติของแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อขอมีบัตรอนุญาตทำงานมีสัดส่วนที่คล้ายคลึงกัน
(ดูตารางที่ 1 และ 2)
แผนภูมิที่ 1
สัดส่วนของแรงงานข้ามชาติ (แรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2547 แสดงแผนภูมิตามสัญชาติ

แรงงานข้ามชาติอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มตามลักษณะอาชีพทั่วประเทศไทย
บางส่วนได้รับอิทธิพลจากขนบธรรมเนียมและสภาพทางภูมิศาสตร์ (ดูตารางที่ 1) เนื่องจากประเทศพม่ามีเขตพรมแดนร่วมกับประเทศไทยที่ยาวที่สุดและแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่า
จึงพบแรงงานข้ามชาติจากพม่าได้ทั่วประเทศไทย
ตารางที่ 1
สัญชาติของแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานปี 2547
แสดงข้อมูลตามลักษณะอาชีพ
|
ประเภทงาน |
พม่า |
กัมพูชา |
ลาว |
รวม |
|
|
งานเกษตรกรรม |
125,723 |
17,761 |
13,506 |
156,990 |
18% |
|
งานทั่วไป
(รวมคนงานตามบ้าน สถานสงเคราะห์ คนสวน...) |
86,109 |
8,104 |
32,156 |
126,369 |
15% |
|
งานก่อสร้าง |
87,807 |
27,673 |
9,310 |
124,790 |
15% |
|
แรงงานที่ทำงานในกิจการต่อเนื่องจากประมงทะเล |
68,834 |
5,228 |
1,055 |
75,117 |
9% |
|
แรงงานประมง |
31,542 |
22,542 |
2,100 |
56,184 |
7% |
|
แรงงานที่ทำงานในโรงสีข้าว
โรงงานทำอิฐคอนกรีต โรงงานน้ำแข็ง
รับจ้างขนสินค้าตามท่าเรือและคลังสินค้า รับจ้างเลี้ยงปลา คนงานเหมืองแร่ |
21,256 |
4,355 |
2,045 |
27,656 |
3% |
|
การเลี้ยงสัตว์ |
19,704 |
2,382 |
3,597 |
25,683 |
3% |
|
อื่น
ๆ (อาจรวมแรงงานที่ทำงานทั่วไป ตามอุตสาหรรมการบริการ และหญิงบริการทางเพศ) |
192,717 |
22,556 |
41,490 |
256,763 |
30% |
|
รวม |
633,692 |
110,601 |
105,259 |
849,552 |
100% |
|
|
75% |
13% |
12% |
|
|
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, 2547
แรงงานข้ามชาติจากประเทศกัมพูชา
แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชาแทบทั้งหมดมีพื้นเพของชนชาติเขมร
จึงสื่อสารกันด้วยภาษาเขมรเป็นภาษากลาง อย่างไรก็ตาม
อัตราการรู้หนังสือโดยเฉลี่ยในกัมพูชามีเพียงร้อยละ 68 (ยูนิเซฟ,
4544) ภาษาเขมรมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทย
ชาวกัมพูชาหลายคนจึงหัดพูดภาษาไทยได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้ามาพำนักในไทยเป็นเวลานานและผู้ที่อาศัยและทำงานอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย
ชาวกัมพูชาหลายคนที่มาทำงานเป็นแรงงานประมงในไทยมาจากจังหวัดไปรแวง (Prey Veng) และกัมปงชม (Kompong Cham)
ซึ่งติดกลุ่มจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศและอยู่ติดกับชายแดนเวียดนาม
ชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานตามโรงงานเล็กๆ
และงานเกษตรกรรมตามจังหวัดต่างๆ
ที่อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทยติดกับชายแดนกัมพูชา
รวมถึงงานก่อสร้างในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ชายชาวกัมพูชาหลายคนเป็นแรงงานประมง ซึ่งทำให้ต้องย้ายถิ่นไปตามที่ต่างๆ บ่อยครั้ง
จากการเคลื่อนย้ายชาวกัมพูชาวจำนวนมากได้งานตามท่าเรือในภาคใต้เรื่อยมาตลอดชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก
จึงพบชาวกัมพูชาจำนวนมากอาศัยอยู่ในจังหวัดทางตอนใต้ของไทยได้แก่ ปัตตานี
และสงขลา เกือบร้อยละ 70 ของแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาในวัยทำงานเป็นเพศชาย
แผนภูมิที่ 2
การกระจายตัวของแรงงานข้ามชาติที่มีอายุเกินกว่า 15 ปีขึ้นไป
และที่ได้รับการขึ้นทะเบียนปี
2547 แสดงแผนภูมิตามเพศและสัญชาติ

ถึงแม้ว่าประเทศลาวจะมีชาวเขาเผ่าต่างๆ
เป็นจำนวนมาก
แต่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านการอพยพย้ายถิ่นในประเทศลาวและไทยรายงานว่าชาวลาวส่วนใหญ่ที่ข้ามชายแดนมาทำงานในประเทศไทยเป็นผู้ที่อาศัยในพื้นที่ลุ่ม
ชาวลาวในพื้นที่ลุ่มส่วนมากสามารถพูดภาษาไทยได้ เนื่องจากวัฒนธรรมและภาษาลาวเกี่ยวดองกันอย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมและภาษาไทย
อีกทั้งยังมีสื่อต่างๆ จัดทำเป็นภาษาไทย
อัตราการรู้หนังสือโดยเฉลี่ยของชาวลาวอยู่ที่ร้อยละ 65 (ยูนิเซฟ, 2544)
จากการที่ชาวลาวสามารถสื่อสารภาษาไทยได้โดยสะดวกและมีหน้าตาผิวพรรณคล้ายคลึงคนไทย
แรงงานข้ามชาติชาวลาวจึงไม่สามารถสังเกตได้เด่นชัดนัก โดยลักษณะทางภูมิศาสตร์
แรงงานข้ามชาติจากประเทศลาวน่าจะทำงานในจังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ลักษณะงานโดยมากเป็นงานเกษตรกรรมและใช้แรงงานทั่วไป
แต่สถิติตัวเลขการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ (ดูตารางที่ 1 และ 2)
พบว่าแรงงานชาวลาวมุ่งไปที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเพื่อใช้แรงงานทั่วไปรวมถึงการเป็นคนงานในโรงงานและตามบ้าน
ชาวลาวที่ทำงานตามบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
แรงงานลาวจำนวนน้อยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก มีบางส่วนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกิจการต่อเนื่องจากการประมง
ร้อยละ 55
ของแรงงานลาวในวัยทำงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้หญิง
ตารางที่ 2
แรงงานข้ามชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานในประเทศไทยปี 2547
แสดงข้อมูลตามเขตพื้นที่และสัญชาติ
|
พื้นที่ |
พม่า |
ลาว |
กัมพูชา |
รวม |
|
|
กรุงเทพ |
105,779 |
40,182 |
17,709 |
163,670 |
19% |
|
ภาคกลาง |
157,234 |
24,877 |
23,883 |
205,994 |
24% |
|
ภาคตะวันออก |
35,159 |
15,278 |
54,283 |
104,720 |
12% |
|
ภาคตะวันตก |
46,685 |
3,850 |
2,105 |
52,640 |
6% |
|
ภาคเหนือ |
130,434 |
3,121 |
947 |
134,502 |
16% |
|
ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ |
2,832 |
11,635 |
1,465 |
15,932 |
2% |
|
ภาคใต้ |
155,569 |
6,316 |
10,209 |
172,094 |
21% |
|
รวม |
633,692 |
105,259 |
110,601 |
849,552 |
100% |
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, 2547
แรงงานข้ามชาติพม่ากว่า
900,000
คนในประเทศไทยมาขึ้นทะเบียนกับทางราชการ
ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดตามและสมาชิกครอบครัวรวมอยู่ด้วย คาดว่ายังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมากที่ยังมิได้รับการขึ้นทะเบียน แรงงานข้ามชาติจากพม่ามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษา
ซึ่งเป็นไปตามถิ่นที่มาและชาติพันธุ์จากแต่ละส่วนของประเทศ แม้ว่าพม่าเป็นดินแดนที่ใช้หลากหลายภาษา
มีส่วนผสมของภาษาอิตาเลียน ฝรั่งเศส อาราบิค กรีกและตุรกี แต่ชาวพม่าหลายชาติพันธุ์ยังคงนิยมสื่อสารกันด้วยภาษาพื้นเมือง
อัตราการรู้หนังสือในพม่าอยู่ที่ร้อยละ 85 (ยูนิเซฟ, 2544) แต่ดูเหมือนว่าชาวพม่าในพื้นที่ยากจนโดยทั่วไปมีระดับการศึกษาต่ำ
ดังสังเกตได้จากอัตราการเข้ารับการศึกษาระดับมัธยมของชาวพม่าทั้งชายและหญิงมีอยู่เพียงร้อยละ
35 (เอสแคป. 2546)
เงื่อนไขการดำรงชีวิตที่ยากลำบากภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารของพม่าทำให้การอพยพย้ายถิ่นมักมีสาเหตุจากปัญหาทางการเมืองและทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป
การอพยพทั้งครอบครัวจากประเทศพม่ามีมากกว่าประเทศอื่น ๆ
โดยพบแรงงานข้ามชาติจำนวนมากอยู่กันเป็นกลุ่มชุมชนตามจังหวัดต่างๆ
ที่อยู่ติดชายแดนพม่า (ดูตารางที่ 4) บางกลุ่มที่ถูกหมายหัวจากการทหารของพม่าจะได้รับอนุญาตให้อพยพในสถานภาพผู้ลี้ภัยทางการเมืองเข้ามายังประเทศไทย
แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ลี้ภัยจึงต้องหางานทำด้วยการเป็นแรงงานข้ามชาติโดยแลกเปลี่ยนกับความเสี่ยงในการถูกจับกุมและส่งกลับ
ฉาน
(หรือที่รู้จักกันในนามไทยใหญ่) ละหุ ลีซอ กะเหรี่ยง คะฉิ่น และอาข่า
เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศพม่า ซึ่งมักพบในจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศไทย
ส่วนใหญ่พบที่จังหวัดเชียงราย ความหลากหลายของชาติพันธุ์ในจังหวัดนี้มีมากพอๆ
กับอาชีพที่รับจ้างทำ ได้แก่ การเกษตร เลี้ยงสัตว์ เพาะปลูก ทำไร่ไถนา ก่อสร้าง
รับจ้างรายวัน รับจ้างตามโรงงานทุกขนาดตั้งแต่การผลิตสินค้าทีละมากๆ
จนถึงงานหัตถกรรม งานฝีมือ งานบ้าน ร้านเล็กๆ หรือภัตตาคาร ขายดอกไม้
ตลอดจนขายบริการตามสถานบันเทิงซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
โดยเฉพาะชาวเขาอาจมีปัญหาการสื่อสารภาษาไทย
แต่ชนเผ่าฉานหรือไทยใหญ่สามารถปรับตัวได้อย่างกลมกลืนและรวดเร็วเนื่องจากภาษาและหน้าตาคล้ายคลึงกับคนไทยทางภาคเหนือ
อย่างไรก็ดีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างง่ายดายไม่ได้ทำให้สถานการณ์ต่างๆ
ดีขึ้นและไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าชาวฉานจะได้รับสิทธิพิเศษ
(รัฐบาลทหารพม่าเพ่งเล็งชาวฉานเป็นพิเศษ
แต่ชาวฉานก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีสถานภาพผู้ลี้ภัยจนถึงปัจจุบัน
การผสมกลมกลืนกับกลุ่มอื่นจึงเป็นกลยุทธ์ของการอยู่รอดของกลุ่มชาติพันธุ์ฉาน แต่กลยุทธ์นี้ในอีกนัยหนึ่งก็เป็นตัวการกัดกร่อนทางวัฒนธรรมของฉานเช่นกัน)
ตามแนวชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทย
โดยเฉพาะจังหวัดตากซึ่งถูกกำหนดให้เป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ พบว่ามีชาวกะเหรี่ยงและพม่าจำนวนมากเข้ามาอาศัยและทำงานตามโรงงานต่างๆ
(ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานผลิตเสื้อผ้า) ทำงานเกษตรกรรม ก่อสร้าง
และแรงงานทั่วไป
ตามบริเวณใกล้กับชายแดนมีแรงงานข้ามชาติบางส่วนข้ามชายแดนไปกลับทุกวันเพื่อเข้ามาทำงาน
บางส่วนเก็บตัวอยู่แต่ในที่ทำงาน
มีแรงงานข้ามชาติจำนวนน้อยเรียนพูดภาษาไทย
กลุ่มชาติพันธุ์มอญพบเห็นได้ตั้งแต่ตอนกลางของชายแดนไทยเรื่อยลงไปทางใต้โดยเริ่มตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรี
พบว่าชาวมอญส่วนใหญ่ทำงานเป็นแรงงานประมงในจังหวัดชายฝั่งทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศไทยมากที่สุด
และพบชาวมอญจำนวนมากทำงานในอุตสาหกรรมที่มีกิจการต่อเนื่องกับการประมงในจังหวัดสมุทรสาครอีกด้วย
เป็นที่ทราบกันว่าชาวมอญมีความสามารถในการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างรวดเร็วและมีความลังเลที่จะพูดภาษาพม่าหรือแสดงตนให้ทราบว่าเป็นชาวพม่า
ทางตอนใต้ของไทยพบชาวทวายเป็นจำนวนมาก
โดยเข้ามาทำงานเกี่ยวกับประมง เกษตรกรรมและก่อสร้าง ส่วนพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของอ่าวไทยจะพบชาวพม่า กะเหรี่ยง และอาข่ากลุ่มใหญ่ทำงานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง
หญิงบริการตามสถานบันเทิงมีมาจากหลายชาติพันธุ์ของพม่า
โดยพบหญิงขายบริการทำงานกระจายอยู่ตามท่าเทียบเรือประมงทางตอนใต้ของไทย
และพบเห็นได้หนาแน่นบริเวณชายแดน
กลุ่มคนจากพม่าอีกหลายกลุ่มทำงานในพื้นที่ต่างๆ
ของกรุงเทพมหานคร ผู้หญิงหลายคนทำงานตามบ้านหรือเป็นหญิงบริการ
กลุ่มชนจากพม่าที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ
ในภาคกลางไม่สามารถระบุแน่ชัดว่ามาจากกลุ่มใด เชื่อกันว่าเป็นชาวพม่า กะเหรี่ยง
และมอญ ซึ่งเป็นกลุ่มชนหมู่มากที่สุดที่อพยพมาจากประเทศพม่า
ตารางที่ 1
เปรียบเทียบจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานต่างชาติมาลงทะเบียนสูงที่สุดปี 2547
แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียน การอนุญาตให้ทำงาน และการประกันสุขภาพ
|
จังหวัด |
จำนวนรวมของแรงงานข้ามชาติที่เข้าระบบการขึ้นทะเบียน (รวมผู้ติดตาม) |
จำนวนแรงงานข้ามชาติที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ** |
จำนวนแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน |
|
จำนวนรวมทั้งหมด |
1,276,837 |
884,634 |
810,730 |
|
กรุงเทพมหานคร |
203,488 |
180,057 |
156,888 |
|
ตาก* |
124,523 |
52,184 |
60,564 |
|
สมุทรสาคร |
103,126 |
84,786 |
63,468 |
|
เชียงใหม่* |
83,058 |
45,656 |
44,084 |
|
ระนอง* |
55,769 |
32,077 |
29,630 |
|
สมุทรปราการ |
51,450 |
27,023 |
44,359 |
|
ชลบุรี |
49,963 |
40,680 |
32,239 |
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ข้อมูล
วันนที่ 15 ธนวาคม 2547
*จังหวัดติดชายแดนพม่า
**การตรวจสุขภาพรวมถึงแรงงานที่ได้รับการประกันสุขภาพด้วย
แรงงานข้ามชาติและความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างต่อเนื่อง หญิงบริการในสถานบันเทิง แรงงานข้ามชาติที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ของแรงงานข้ามชาติมีเพิ่มมากขึ้น
โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สลับซับซ้อนมากมายส่งผลต่อการระบาดของเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประการแรกคือความเข้าใจผิดหรือการขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ
ข้อจำกัดในการเข้าถึงถุงยางอนามัย
และการมีช่องทางหรือโอกาสมากมายที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมเสี่ยง นอกจากนี้
พบว่าแม้แรงงานข้ามชาติจะมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการป้องกันเชื้อเอชไอวี
แต่ก็ใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศสัมพันธ์ระหว่างแรงงานบางอาชีพ เช่นแรงงานประมงกับคู่สมรส
คู่รักซึ่งบางครั้งหมายถึงโสเภณีแฝง
ข้อจำกัดอื่นๆ เช่น
การสื่อสารเพราะความแตกต่างของภาษา ความห่างไกลจากสถานบริการสาธารณสุข
การไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน และการถูกจับกุมถูกคุกคาม
เป็นสิ่งที่กีดขวางแรงงานข้ามชาติในอันที่จะเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพและอนามัยเจริญพันธุ์
ซึ่งรวมถึงการได้รับถุงยางอนามัย
ผลจากข้อจำกัดดังกล่าวอาจก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งหากมิได้รับการดูแลรักษาจะยังผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอไอวี
และอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยและปัญหาเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธ์อื่นๆ
ตามมาอีกด้วย
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจุบันแรงงานข้ามชาติจำนวนมากขึ้นได้รับความรู้เรื่องเอชไอวี/เอดส์และวิธีการป้องกัน
อย่างไรก็ดี ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยยังคงมีอยู่มากเช่นการใช้ถุงยางอนามัยเพียงบางครั้งบางคราว ส่วนความเข้าใจผิดที่ไม่มีพิษภัยยังคงมีอยู่บ้าง
เช่น ความกลัวว่าเชื้อเอชไอวีจะถ่ายทอดได้จากการใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือผ่านทางยุง ความเข้าใจผิดอื่นๆ
ที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน
อาชีพของแรงงานข้ามชาติที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงสุดได้แก่
อาชีพประมงและหญิงขายบริการ
ภายหลังจากการทำงานบนเรือมาเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการปลดปล่อยทางเพศ
และโดยธรรมเนียมความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา
แรงงานประมงเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะร่วมสังสรรค์กันจนเมามายและเที่ยวหญิงขายบริการระหว่างเรือเทียบฝั่ง
แม้ว่าความเมาอาจมีอิทธิพลต่อการไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือใช้อย่างไม่ถูกต้อง
แต่ทัศนคติในแง่ลบต่อการใช้ถุงยางอนามัยเนื่องจากไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีก็มีบทบาทสำคัญต่อความไม่ต่อเนื่องหรืออัตราการใช้ถุงยางอนามัยต่ำในหมู่แรงงานข้ามชาติชายไม่น้อย
ทัศนคติในแง่ลบและการได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/เอดส์เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่แรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะในหมู่แรงงานประมง
รวมถึงความรู้สึกที่ว่าการใช้ถุงยางอนามัยทำให้ไม่มีความสุขและไม่เป็นธรรมชาติ
หรือการดูความจำเป็นในการใช้ถุงยางอนามัยจากประสบการณ์หรือการสังเกต เช่น
ดูอุณหภูมิ หรือสีผิวของหญิงขายบริการเป็นตัวบ่งชี้สถานภาพของการติดเชื้อเอชไอวี
แรงงานประมงข้ามชาติบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศพม่าได้เสริมขนาดอวัยวะเพศโดยการฉีดน้ำมันมะกอก
หรือการฝังมุกหรือลูกปัดที่มีลักษณะเล็กกลมและแวววาวลงใต้บริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
หรือการทำพิธีกรรมบางอย่างบนเรือซึ่งเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างบุคคล
ความเข้าใจผิดเหล่านี้เชื่อว่าจะทำให้ผู้หญิงได้รับความสุขอย่างเต็มที่
โดยมิได้คาดคิดว่า การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีในหมู่แรงงานประมงและคู่นอน
เนื่องจากว่าขนาดของอวัยวะเพศที่สอดใส่เข้าในถุงยางอนามัยอาจไม่พอดีหรือทำให้ถุงยางฉีกขาดได้
เป็นสาเหตุให้เกิดรอยขูดขีดที่ผนังมดลูกของคู่นอน และอาจนำไปสู่การติดเชื้อ
ตารางที่ 4
อัตราการติดเชื้อเอช ไอ วีของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแรงงานประมงปี 2546-47*
(การรายงานผลทำโดยรวมข้อมูลทั้งแรงงานข้ามชาติและคนไทยเข้าไว้ด้วยกัน)
|
จังหวัด |
สัญชาติหลักของแรงงานข้ามชาติปัจจุบัน |
2002 |
2003 |
2004 |
|
ชุมพร |
4.9% |
0 |
9.4% |
|
|
ปัตตานี |
กัมพูชาและพม่า |
4.5% |
4.8% |
4.5% |
|
ภูเก็ต |
พม่า |
9.3% |
0 |
5.6% |
|
ระนอง |
พม่า |
10.0% |
6.5% |
3.3% |
|
ระยอง |
กัมพูชา
ลาว และพม่า |
ไม่มี |
ไม่มี |
ไม่มี |
|
สงขลา |
พม่า
และกัมพูชา |
9.4% |
9.8% |
3.4% |
|
ตราด |
กัมพูชา |
2.2% |
3.9% |
ไม่มี |
ที่มา: กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย: 2544-2547
หมายเหตุ: กลุ่มตัวอย่างที่เก็บข้อมูลเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่มากนักและไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นแรงงานประมงที่อยู่บนเรือต่างลำ
เนื่องจากแรงงานประมงมีการเคลื่อนย้ายสูง ดังนั้น
ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการให้ข้อมูลในภาพรวมเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อเอช ไอ
วี
ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อแรงงานข้ามชาติในการไม่ใช้ถุงยางอนามัยคือความไว้วางใจและความใกล้ชิดสนิทสนมกัน (แม้ว่าประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแรงงานข้ามชาติ)
การใช้ถุงยางอนามัยกับคู่สมรสจึงค่อนข้างต่ำหรือไม่ใช้เลยในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ
(ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกเช่นกัน)
การพบปะกับผู้หญิงในสถานที่ที่มิได้แสดงอย่างเด่นชัดว่ามีการให้บริการทางเพศ เช่น
ร้านคาราโอเกะหรือร้านคอฟฟีช้อปอาจทำให้ฝ่ายชายมีความคิดว่าฝ่ายหญิงไม่ได้มีอาชีพเป็นหญิงบริการ
ในขณะที่ฝ่ายหญิงที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวก็ไม่เปิดเผยตนเองในฐานะหญิงบริการเช่นกัน
การสอบถามประวัติเพศสัมพันธ์ของคู่นอนและการใช้ถุงยางอนามัยจึงดูเหมือนไม่มีผลใดๆ
ในทางปฏิบัติเมื่อมีความไว้ใจและสนิทสนมกัน
ส่งผลให้การใช้ถุงยางอนามัยอยู่ในเกณฑ์ต่ำจนถึงขั้นไม่สม่ำเสมอ
ไม่คำนึงถึงสถานที่พบปะ
แม้แต่ในสถานบริการที่เปิดเผยทั้งสองอาจพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจต่อกันจนนำไปสู่การใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอหรือไม่ใช้เลย
ร้านคาราโอเกะ
ร้านคอฟฟีช้อป
และแหล่งขายบริการชั่วคราวพบได้ทั่วไปโดยตั้งอยู่เรียงรายตามบริเวณใกล้ท่าเรือ
ร้านคาราโอเกะพบได้บ่อยตามบริเวณก่อสร้างหรือโรงงาน ซึ่งเป็นแหล่งงานของแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก
จำนวนหญิงบริการข้ามชาติในสถานบันเทิงขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เช่นใกล้ชายแดน
รวมทั้งขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงานข้ามชาติในพื้นที่นั้นๆ
โดยทั่วไปแล้วหากเป็นไปได้แรงงานข้ามชาติชายจะใช้บริการผู้หญิงที่ทำงานในร้านคาราโอเกะหรือหญิงบริการที่พูดภาษาเดียวกันเพื่อง่ายต่อการสื่อสาร
อย่างไรก็ตาม พบว่าแรงงานข้ามชาติเที่ยวหญิงบริการชาวไทยด้วยเช่นกัน
การควบคุมการระบาดของเชื้อเอชไอวีโดยหน่วยงานของไทยไม่ได้แบ่งแยกอัตราการติดเชื้อระหว่างหญิงบริการชาวไทยกับหญิงบริการที่เป็นแรงงานข้ามชาติ
แต่อัตราการติดเชื้อที่พบในกลุ่มหญิงบริการในจังหวัดตามแนวชายแดนสามารถบ่งชี้อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในหมู่แรงงานข้ามชาติได้พอสมควร
เนื่องจากแรงงานข้ามชาติหญิงส่วนใหญ่น่าจะเข้ามาขายบริการโดยมุ่งเน้นพื้นที่ใกล้แนวชายแดน
ตารางที่ 5
อัตราการติดเชื้อเอช ไอ วี ที่พบในหมู่ของโสเภณีทางตรงและแอบแฝงปี 2546-2547
ในจังหวัดที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน
|
จังหวัด |
ประเทศที่อพยพมา |
โสเภณีทางตรงปี 2546 |
โสเภณีทางตรงปี 2547 |
โสเภณีแอบแฝงปี 2546 |
โสเภณีแอบแฝงปี 2547 |
|
ระนอง |
พม่า |
25% |
28.8% |
4.0% |
7.3% |
|
กาญจนบุรี |
พม่า |
10.3% |
6.9% |
1.6% |
4.1% |
|
ตาก |
พม่า |
14.8% |
4.0% |
- |
- |
|
เชียงใหม่ |
พม่า |
- |
8.5% |
1.7% |
2.6% |
|
ตราด |
กัมพูชา |
23.5% |
38.7% |
3.3% |
6.6% |
ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข
ประเทศไทย: 2546-2547
ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ของหญิงบริการที่เป็นแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นเมื่อผู้หญิงเหล่านี้ขาดข้อมูลข่าวสารด้านเอชไอวี/เอดส์อย่างถูกต้อง
ขาดความสามารถในการเข้าขอรับถุงยางอนามัย
หรือขาดอำนาจต่อรองเพื่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ภาษาเป็นอุปสรรคประการหนึ่งที่มีผลต่อการติดเชื้อเอชไอวี
เนื่องจากเป็นข้อจำกัดในการเรียนรู้เกี่ยวกับถุงยางอนามัย
การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
และความสามารถในการต่อรองให้ผู้ใช้บริการต่างภาษาใช้ถุงยางอนามัย
หากหญิงบริการข้ามชาติอยู่ในสถานการณ์ที่มีการบังคับ ขู่เข็ญ
หรือใช้กำลังจากผู้ใช้บริการ รวมถึงการไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน
การต่อรองให้ผู้ใช้บริการใช้ถุงยางอนามัยก็ยิ่งลดน้อยลง ยิ่งไปกว่านั้นหากหญิงบริการต้องรับลูกค้าวันละหลายรายโดยไม่มีการจัดสารหล่อลื่นช่องคลอดให้
การใช้ถุงยางอนามัยก็อาจจะก่อให้เกิดเรื่องที่เอามาล้อเลียนกันอย่างสนุกสนาน อันเนื่องจากสาเหตุเช่น ถุงยางแตก
หรือหญิงบริการอาจถอดถุงยางอนามัยออกเนื่องจากเกิดอาการระคายเคืองขณะสอดใส่
แรงงานข้ามชาติที่ติดเชื้อ
เอชไอวี/เอดส์
การไอบ่อยๆ
หรือสุขภาพที่เสื่อมโทรมของแรงงานข้ามชาติเป็นหนึ่งในหลายสัญญาณซึ่งเตือนให้ทราบว่าอาจมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากเป็นโรคเอดส์
มีรายงานว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่อยู่กับครอบครัวจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสมาชิกในครอบครัว
สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวต้องเผชิญกับความทรมานของโรคอย่างเดียวดายจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
แรงงานข้ามชาติบางส่วนที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องการที่จะกลับไปตายยังบ้านเกิดอันเป็นความปรารถนาครั้งสุดท้ายของชีวิต
และจะเดินทางด้วยความสมัครใจไปยังชายแดนเพื่อกลับไปยังบ้านเกิด
แต่มีบางส่วนเช่นกันที่ถูกบังคับให้กลับถิ่นฐานเดิมเนื่องจากไม่สามารถทำงานหรือถูกจับกุมจากการไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน ในหลายกรณี
แรงงานข้ามชาติที่ป่วยด้วยเชื้อเอชไอ วี/เอดส์ไปได้ไม่ไกลเกินกว่าแนวชายแดน เหตุเพราะร่างกายไม่อยู่ในสภาพแข็งแรงพอที่จะเดินทางต่อไป
คนเหล่านี้จะอยู่ตามชายแดนจนกระทั่งเสียชีวิต
คนที่โชคดีจะได้อยู่ในสถานลี้ภัยหรือในวัด
แม้ว่าแรงงานข้ามชาติที่มีอาการของโรคที่บ่งบอกว่าติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์สามารถขอรับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการได้ที่โรงพยาบาล
แต่ในปัจจุบันการรักษายังไม่ได้รวมเอายาต้านไวรัสโรคเอดส์ไว้ภายใต้ระบบประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ
ยาต้านไวรัสโรคเอดส์จะจัดไว้สำหรับสตรีที่มีครรภ์รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่เป็นหญิงมีครรภ์เพื่อป้องการการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ทันทีที่เด็กคลอด
ไม่ว่าแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือทารกยังไม่ได้รับสิทธิยาต้านไวรัสโรคเอดส์ในราคาที่ได้รับการอนุเคราะห์
การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่ไปสู่ลูกยังคงเป็นปัญหาอยู่เนื่องจากว่าในสภาพความเป็นจริงการทดสอบและการให้คำปรึกษาโดยสมัครใจมีแต่เฉพาะที่ใช้ภาษาไทยเท่านั้น
ข้อจำกัดในการเข้ารับการบริการด้านสุขภาพ
มีข้อจำกัดหลายอย่างเกี่ยวกับการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ
การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอช ไอวี
และปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์ในแรงงานข้ามชาติ
ข้อจำกัดที่พบส่วนใหญ่คือการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพซึ่งรวมถึงประเด็นต่อไปนี้
·
การสื่อสารด้วยภาษาที่แตกต่าง
ทำให้การรักษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก
(ขาดความถูกต้องหรือความชัดเจนในการอธิบายอาการของโรค
หรือการรับคำสั่งเพื่อปฏิบัติตนให้ถูกต้องในการรักษา)
·
กฎระเบียบของการขอรับการประกันสุขภาพเพื่อเข้าโครงการ
30 บาทรักษาทุกโรค เช่น
เงื่อนไขที่ต้องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ถูกกำหนดไว้ให้เท่านั้น
ไม่ได้ถูกอธิบายให้แรงงานข้ามชาติเข้าใจอย่างละเอียดทำให้เกิดความสับสนตามมา
·
สถานพยาบาลที่ถูกกำหนดไว้ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคตั้งอยู่ในสถานที่ที่ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปใช้บริการหรือไกลเกินไป
ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอื่นๆเพิ่มขึ้น
·
เวลาที่สถานพยาบาลเปิดให้บริการตรงกับเวลาที่แรงงานข้ามชาติต้องทำงาน
·
ผู้ว่าจ้างหลายรายยึดบัตรประจำตัวของแรงงานข้ามชาติไว้เพื่อใช้เป็นหลักประกันเพื่อจำกัดการเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามชาติ
และทำให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ต้องพึ่งพาผู้ว่าจ้างว่าในการขอรับการประกันสุขภาพตามที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ออกเงินค่าประกันไป
·
ความเกรงกลัวในการถูกจับกุม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานข้ามชาติที่มิได้ขึ้นทะเบียน
·
ทัศนคติแง่ลบที่สถานพยาบาลมีต่อแรงงานข้ามชาติทำให้แรงงานเหล่านี้ลังเลที่จะไปขอรับการบริการด้านสุขภาพ
การเผชิญต่อปัญหาดังกล่าวทำให้แรงงานข้ามชาติบ่อยครั้งต้องพึ่งการรักษาแบบวิธีดั้งเดิม ส่งผลให้การรักษาเห็นผลช้า
เช่นโรคมาลาเรีย หรือวัณโรค หรือต้องไปเสาะหาหมอที่รักษาโดยการสวดมนต์ ซึ่งหมอบางคนก็มีวิธีการรักษาที่ไม่ปลอดภัย
แรงงานข้ามชาติหลายคนไปหาหมอตามคลินิก ต้องเสียค่ารักษาแพงแต่ได้รับความสะดวกสบาย
อุปสรรคในการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพทำให้แรงงานข้ามชาติโดยทั่วไปไม่สามารถเสาะหาการตรวจรักษาที่เหมาะสมเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ในทำนองเดียวกับแรงงานข้ามชาติหญิงประสบความยากลำบากในการขอเข้ารับการคุมกำเนิด ส่งผลให้อัตราการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และปัญหาเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ รวมทั้งปัญหาการทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัยอยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากการเข้าถึงพื้นฐานของการบริการด้านสุขภาพมีขอบเขตที่จำกัด ทำให้มีความยากมากขึ้นในการขอใช้บริการพิเศษอื่นๆ เช่น การขอรับการทดสอบและคำปรึกษาโดยสมัครใจ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะสามารถขอรับบริการคำปรึกษาได้แล้ว การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ก็ยังคงไม่ได้รับในราคาอนุเคราะห์อยู่นั่นเอง ยกเว้นหญิงมีครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี
เด็กที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติและชุมชน
ในประเทศไทยชุมชนแรงงานข้ามชาติมีหลายขนาดแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ชุมชนเหล่านี้มักจะอยู่ในทำเลที่ใกล้กับสถานที่ทำงาน เช่น ท่าเทียบเรือ หรือโรงงาน ในบางกรณี ชุมชนจะตั้งอยู่ในที่ห่างไกลออกไปหรือไม่เป็นที่สังเกตเพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจ
หลายชุมชนสามารถพบเห็นได้ในที่ลุ่มชื้นเต็มไปด้วยโคลนตมหรือติดหนองน้ำ
ที่มีของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือใกล้กองขยะ
สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ทำให้แรงงานข้ามชาติง่ายต่อการได้รับเชื้อโรคระบาดที่เกิดจากยุงเช่น
ไข้เลือดออกซึ่งมีอาการไข้สูงและเจ็บปวดในข้อ
บ่อยครั้งการอยู่กันอย่างหนาแน่นในครัวเรือนทำให้แรงงานข้ามชาติไวต่อการรับเชื้อโรคที่ติดต่อโดยการสัมผัสสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัณโรค ขณะที่ในบางกรณี
บ้านเรือนที่รวมกันอยู่นี้มีสภาพเล็กโยกเยกไม่แข็งแรงตามสภาพแวดล้อม
ทำให้แรงงานต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่
การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดยังเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขด้วยสภาพพื้นที่ที่อยู่ในเขตก่อสร้างและเกษตรกรรม
น้ำที่ใช้อาบมีสิ่งปนเปื้อนหรือสารเคมีที่ใช้ปราบศัตรูพืช
ลูกหลานของแรงงานข้ามชาติทุกเพศทุกวัยจะอาศัยกระจายกันอยู่ในชุมชนต่างๆ
กฎหมายไทยไม่ได้ให้สัญชาติแก่เด็กที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยและไม่มีการออกสูติบัตรให้ แต่กฎหมายก็ระบุให้เด็กๆ
ของแรงงานข้ามชาติทุกคนได้รับการศึกษา และไม่ปรากฏว่าเกิดอคติต่อลูกแรงงานข้ามชาติเหล่านี้จากโรงเรียน ข้อจำกัดในการศึกษาคือการสื่อสารด้วยภาษาที่แตกต่างทำให้ลูกแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าใจหรือพูดภาษาได้เมื่อเข้าเรียน
เด็กเหล่านี้จะได้รับการป้องกันสุขภาพบ่อยครั้งผ่านทางโครงการฉีดวัคซีนหรือคลินิกเคลื่อนที่เท่านั้น เมื่อพ่อแม่ไปทำงาน เด็กๆอาจจะติดตามไปด้วยและจบลงด้วยการช่วยพ่อแม่ทำงาน
หรือไม่เช่นนั้นเด็กก็จะถูกปล่อยให้อยู่ในบ้านเพียงลำพัง
เมื่อเด็กเหล่านี้โตเข้าสู่วัยรุ่นและยังไม่สามารถเรียนจบ
จึงเป็นไปได้ที่เด็กจะเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่อายุยังน้อย
ทิ้งให้เด็กเหล่านี้อยู่ในข่ายของความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิ
และเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพรวมถึงการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ต่อไป
ตารางที่ 6
แรงงานข้ามชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ปี 2547
แสดงผลตามสัญชาติ อายุ และเพศ
|
|
อายุ |
เพศชาย |
เพศหญิง |
รวม |
กัมพูชา
|
0-11 |
3,052 |
2,980 |
6,032 |
|
12-14 |
895 |
922 |
1,817 |
|
|
15 และสูงกว่า |
122,535 |
53,157 |
175,692 |
|
|
รวม |
126,482 |
57,059 |
183,541 |
|
|
ลาว |
0-11 |
2,388 |
2,399 |
4,787 |
|
12-14 |
991 |
2,427 |
3,418 |
|
|
15 และสูงกว่า |
76,720 |
94,962 |
171,682 |
|
|
รวม |
80,099 |
99,788 |
179,887 |
|
|
พม่า |
0-11 |
33,271 |
29,883 |
63,154 |
|
12-14 |
7,277 |
6,597 |
13,874 |
|
|
15 และสูงกว่า |
462,210 |
382,254 |
844,464 |
|
|
รวม |
502,758 |
418,734 |
921,492 |
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, 2547