กระทรวงแรงงานเล็งปลดล็อกต่างด้าวทำงาน "ช่างฝีมือก่อสร้าง-ขายของหน้าร้าน"

 

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมพิจารณาอาชีพสงวนสำหรับคนไทย 39 อาชีพที่ห้ามต่างด้าวทำ ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ใช้มานานแล้ว แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป นโยบายจึงต้องเปลี่ยนไปตามกฎของการลงทุน บางอาชีพที่เคยห้ามคนต่างด้าว แต่หากคนไทยไม่ทำก็ควรจะให้แรงงานต่างด้าวทำได้ เช่น งานก่อสร้างมีปัญหาเข้ามามาก เพราะอนุญาตให้ต่างด้าวทำได้แค่งานกรรมกรแบกหาม เน้นใช้แรงงาน แต่ก่ออิฐ ฉาบปูน ถือว่าเป็นงานช่างฝีมือ จึงห้ามคนต่างด้าวทำ แต่ปัจจุบันคนไทยไม่ค่อยทำงานก่ออิฐ รวมทั้งงานขายของหน้าร้าน ก็เป็นอาชีพสงวนที่อาจจะต้องพิจารณาใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีหลักคิดคือต้องเป็นงานที่คนไทยไม่ทำแล้วเท่านั้น หากจะสงวนต่อไปก็จะไม่มีคนทำงาน ธุรกิจเดินต่อไม่ได้
 
นายวรานนท์กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะมีการทบทวนอาชีพใดบ้าง เพราะยังต้องฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง สำหรับงานก่อสร้างผู้ประกอบการมีปัญหามากที่ใช้ต่างด้าวก่ออิฐ โบกปูน ไม่ได้ และยังหาคนไทยทำไม่ได้ ช่างไทยมีทักษะฝีมือ แต่ชอบไปทำงานต่างประเทศ ได้ค่าจ้างสูงวันละ 1,500-2,000 บาท จึงไม่มีใครอยากทำในเมืองไทย เพราะค่าแรงงานฉาบปูนก่ออิฐประมาณ 500 บาทเท่านั้น เมื่อไม่มีคนทำ นายจ้างก็ต้องใช้ต่างด้าว
 
"ขณะที่งานขายของหน้าร้าน ก็ต้องยอมรับว่ามีลักลอบทำกันอยู่ เมื่อฝืนทำงานต้องห้ามก็ถูกเจ้าหน้าที่ไปกวน ผู้ประกอบการเดือดร้อน ก็น่าเห็นใจ ดังนั้นในวันที่ 7 กันยายนนี้จะเชิญกลุ่มผู้ประกอบการและสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมก่อสร้าง ประมาณ 100 คน มาเสวนาที่กระทรวงแรงงาน จะพูดคุยถึงปัญหาการใช้คนต่างด้าวทำงาน และการขาดแคลนแรงงาน เพื่อพิจารณาว่าใน 39 อาชีพ งานไหนที่ควรเปิดให้ทำ งานไหนที่ควรห้าม โดยจะทำคู่ขนานไปกับการยกร่างกฎหมาย" นายวรานนท์กล่าว
 
อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวอีกว่า การพิจารณาอาชีพสงวนใหม่ ตลอดจนการเปิดจดทะเบียนต่างด้าวมาแล้วหลายครั้ง และการเปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานงานของคนต่างด้าว เมื่อ 24 กรกฎาคม 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมาตรการแก้ผลกระทบหลังออก พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่ ด้วยการให้นายจ้างแจ้งขอใช้แรงงานต่างด้าวที่จ้างงานอยู่ก่อนวันที่ 23 มิ.ย. เพื่อนำคนที่ยังผิดกฎหมายเข้าระบบให้ถูกต้องตามประกาศ คสช. ที่ให้ชะลอโทษ 4 มาตรา 180 วัน หากจะมองว่าเป็นการอุ้มต่างด้าวหรือไม่ ก็อาจจะฟังขึ้น แต่ก็ต้องถามกลับว่าจำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่อุ้มต่างด้าว ไม่ให้ทำงาน แล้วใครจะทำ เพราะคนไทยไม่ทำ นายจ้างก็เดือดร้อน จึงจำเป็นต้องนำแรงงานนอกระบบที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้อง แต่จากนี้ไปจะไม่มีการจดทะเบียนบัตรสีชมพูอีกต่อไปแล้ว
 
ขณะนี้ยังมีที่จะนำเข้าตามเอ็มโอยูอีก 5 แสนคน มีแรงงานขอเปลี่ยนนายจ้างอีก 1 แสนคน และมีกลุ่มใหม่อีก 7.7 แสนคนที่เปิดให้นายจ้างแจ้งขอใช้ทำงาน ซึ่งกลุ่มนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนตรวจสอบความสัมพันธ์นายจ้างและลูกจ้าง ก่อนไปพิสูจน์สัญชาติ ขอทำงานให้ถูกต้อง โดยแรงงานเมียนมากลุ่มใหม่มีกว่า 4 แสนคน กัมพูชากว่า 2 แสน สองประเทศนี้เข้ามาตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติแบบวันสต็อปเซอร์วิส จบทุกขั้นตอนใน 1 วัน
 
โดยเฉพาะเมียนมา มีเจ้าหน้าที่ศูนย์ละ 25-30 คน เพิ่มการทำงานเป็น 2 เท่า จากเดิมออกซีไอวันละ 500 คน เพิ่มเป็น 1,000 คน ใน 9 ศูนย์จะได้วันละ 9,000 คน แต่ลาวยังไม่เข้ามาตั้งศูนย์ให้กลุ่มนี้ แต่ก็ไม่น่าหนักใจ เพราะลาวกลุ่มใหม่ 9 หมื่นคน ส่วนใหญ่เกินครึ่งมีพาสปอร์ต แม้จะกลับออกไปทั้งหมด ก็จะกลับเข้ามาได้เร็ว แต่วันนี้ก็ยังสงสัยว่ากลุ่มผิดกฎหมายหมดหรือยัง ถ้ายังไม่หมด จะแอบไปเพื่ออะไร พวกที่ยังแอบทำงานอยู่ หากครบ 180 วัน หลัง 31 ธันวาคม จะเจอของแข็ง จับปรับหนัก พวกนี้ต้องกลับออกไป ถ้าจะมาใหม่ต้องผ่านระบบเอ็มโอยูเท่านั้น" นายวรานนท์กล่าวในที่สุด.
 
ที่มาจาก https://thaipost.net/?q=node/34366